หรือ “39 บิต/วินาที” จะเป็นความจุของความสนใจที่พวกเรามี?
7 เมษายน 2569ช่วงหลังๆ นี้มีความคิดหนึ่งที่ติดในหัวอยู่เสมอคือเรื่อง Attention Economy คำอธิบายที่บอกว่าเราอยู่ในยุคที่ความสนใจกลายเป็นสินค้า เมื่อไม่กี่วันก่อนในขณะที่กำลังปรับแก้วิธีการคำนวนจำนวนเวลาที่ใช้อ่านบทความของเว็บไซต์ ประชาธรรม ในบทความ จากมาดริดถึงกรุงเทพ : 16 วันบทสัมภาษณ์ทหารปลอม เปลี่ยนแรงงานไทยในอิสราเอล ให้เป็นทหารรับจ้างได้อย่างไร ? ซึ่งในตอนแรกทางระบบคำนวนออกมาว่าใช้เวลา 7 นาทีในการอ่านบทความนี้ แต่เมื่อผมทำการศึกษาลงไปทำให้พบข้อสังเกตุที่น่าสนใจคือตัวเลข 7 นาทีที่มาจากระบบหลังบ้านนั้นแท้จริงแล้วเป็นวิธีการคำนวนการอ่านของภาษาอังกฤษที่มีการเว้นวรรคและแบ่งประโยคชัดเจน แต่ในขณะที่เมื่อเปลี่ยนวิธีคิดที่ใช้คำนวนเวลาให้ตรงกับภาษาไทยแล้วกลับพบว่า 21 นาทีน่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงของเวลาที่คนส่วนมากใช้อ่านมากที่สุด
ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นกันนะ? ผมนึกสงสัยว่าอะไรที่ทำให้การอ่านเนื้อหาเดียวกันแต่อยู่ในภาษา 2 อันที่แตกต่างกันใช้เวลาไม่เท่ากัน แล้วถ้ามันใช้เวลาไม่เท่ากัน นั้นหมายความว่าการอ่านเนื้อหาที่อยู่ในภาษาที่อ่านเสร็จเร็วกว่าจะใช้เวลาได้มีประสิทธิภาพมากกว่าหรือเปล่านะ? ถ้าแบบนั้นในกรณีของผมถ้าแค่บทความนี้เป็นภาษาอังกฤษหมายความว่าเราจะประหยัดเวลาคนอ่านได้ถึง 3 เท่า?!?
งั้นภาษาไหนกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด?
จากการค้นหาผมได้พบว่ามีงานวิจัยที่พยายามหาคำตอบในเรื่องนี้ โดยงานวิจัยชื่อว่า Different languages, similar encoding efficiency: Comparable information rates across the human communicative niche ที่ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นของข้อมูลและความเร็วในการพูดจากภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกจำนวน 17 ภาษา ซึ่งน่าจะทำให้เราเข้าใจประสิทธิภาพในการสื่อสารของมนุษย์ โดยส่วนหนึ่งของผลลัพท์ของการศึกษากราฟด้านล่างนี้

จากกราฟจะเห็นได้ว่าแต่ล่ะประเทศมีความหมายต่อคำที่แตกต่างกัน โดยภาษาเวียดนามและจีน จะมีความหมายต่อคำในการพูดที่แน่นกว่าภาษาอื่นๆ และในทางกลับกันกลับมีความเร็วในการพูดต่อคำที่ต่ำที่สุด ในขณะที่ภาษไทยของเราก็ตามมาติดๆ
แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้นกัน?
นอกเหนือจากอัตราของความเร็วในการพูด (SR) และความหนาแน่นของข้อมูลต่อพยางค์ (IR) ในงานวิจัยนี้ยังได้แนะนำให้เราได้รู้จักกับแนวคิดใหม่ที่คำนวนมาจากทั้ง 2 ข้อด้านบนคือ ความหนาแน่นของข้อมูลต่อพยางค์ (Information Density) โดยเป็นการคำนวนมาจากสูตร IR = ID x SR (อัตราการส่งข้อมูล = ความหนาแน่นของข้อมูลต่อพยางค์ x ความเร็วในการพูด)

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือค่า IR ที่คำนวนมาจากทั้ง 17 ภาษานั้นปรากฎว่ามีความใกล้เคียงกันอย่างน่าแปลกคือ 39 บิตต่อวินาที (bps) โดยในงานวิจัยนี้ได้อธิบายที่ตัวเลขนี้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุผล 3 ข้อหลักๆ คือ
- เป็นการชดเชยระหว่างความเร็วในการพูดและความหมายในคำ หมายความว่าภาษาที่มีข้อมูลแน่นๆ ต่อคำจะถูกพูดให้ช้าลง เพื่อทำให้การส่งข้อมูลทำได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเลี่ยงภาวะ การพูดแบบ “ข้อมูลแน่น-พูดเร็ว” (คนพูดเหนื่อยเกินไป คนฟังรับข้อมูลไม่ทัน) และเลี่ยงแบบ “ข้อมูลน้อย-พูดช้า” (กินเวลานาน และสร้างภาระให้หน่วยความจำที่ต้องเก็บข้อมูลไว้นานกว่าจะปะติดปะต่อความหมายได้)
- 39 บิตต่อวินาทีเป็นขีดจำกัดของสมองที่มนุษย์มีร่วมกัน โดยเป็นความเร็วที่สอดคล้องกับจังหวะคลื่นสมองในการฟังและแปลความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เป็นกลไก “การควบคุมที่แค่ดีเพียงพอ” (Good-Enough Control) ที่มนุษย์สามารถสื่อสารกันได้รู้เรื่องโดยไม่ต้องสร้างภาระทางสมองหรือร่างกายมากเกินไป
แม้พูดเร็ว ความหมายแน่น ไม่ได้แปลว่าจะเข้าหัว
หากจะกลับไปตอบคำถามที่ผมสงสัยในช่วงเริ่มบทความที่ถามไว้ว่าถ้าแค่เปลี่ยนบทความเป็นภาษาอังกฤษจะทำให้ประหยัดเวลาคนอ่านไปได้ 3 เท่าเลยหรือเปล่า??
หากตอบสั้นคือสุดคือ “ไม่”
และดูเหมือนว่าคำตอบหากอ้างอิงจากงานวิจัย 17 ภาษาด้านบนที่บอกว่าเกือบทุกภาษามีค่า IR ใกล้เคียงกัน นั้นหมายความว่าแม้การเปลี่ยนภาษาอาจจะทำให้อ่านได้เร็วขึ้น แต่ความเข้าใจหรือความสามารถในการย่อยเข้าหัวก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ ในงานนี้อ้างถึงตัวเลข 39 bps และเรียกว่าเป็นขีดจำกัดของสมองที่พวกเรามีร่วมกัน
และจากการท่องอินเตอร์เน็ตผมพบว่ามีหลายงานที่พยายามศึกษาสิ่งที่เรียกว่า “Speed Limit of Thought” อย่างเช่น The unbearable slowness of being: Why do we live at 10 bits/s? , The Magical Number Seven, Plus or Minus Two: Some Limits on our Capacity for Processing Information และ A Mathematical Theory of Communication
ไว้ในรอบหน้าจะมีย่อยอีกครั้ง และน่าคิดต่อว่าเราจะเอาความจริงทางสมองนี้ไปพัฒนาเป็นงานศึกษาได้ยังไงบ้าง?